“มูรินโญ่”หรือแมนฯยูที่วิกฤติ?

 

การแพ้คาบ้านของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต่อ ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ ถึง 3-0 สกอร์มันอาจจะดูน่าเหลือเชื่อแต่มันกลับกลายเป็นว่าในเกมนี้ “ปีศาจแดง” พยายามเปิดเกมรุกแต่สุดท้ายก็มาเสียจากจังหวะแบบไม่น่าเสีย

ช่วงต้นเกมพลพรรคอสูรแดงเล่นแบบเอาใจแฟนในโรงละครแห่งความฝันด้วยการเดินหน้าและบุกแหลก แต่จนแล้วจนรอดพวกเขากลับกลายเป็นว่าไม่สามารถทำอะไร “ไก่เดือยทอง” ได้ซะอย่างนั้น จังหวะหลุดไปยิงเดี่ยวๆของ โรเมลู ลูกากู ยังคงเป็นอะไรที่ติดตาตรึงใจมากๆกับจังหวะที่ไม่น่าพลาดเสียงเชียร์โห่ร้องกึกก้องใน โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด แบบสนั่นเพราะการได้เห็นทีมรักของพวกเขาเล่นสไตล์ดุดันอีกครั้ง

แผนการเล่น 3-5-2 หรือ 5-3-2 ของ โชเซ่ มูรินโญ่ ขับเคลื่อนทีมไปได้ในทิศทางที่น่าสนใจ อีกทั้งการให้ อันเดร์ เอร์เรร่า มายืนเป็นปราการหลังทางด้านขวาก็ทำผลงานได้แบบไม่ขัดเขิน  โอกาสยิงมากมายแต่สุดท้ายเปลี่ยนแปลงเป็นประตูไม่ได้ทำให้ครึ่งเวลาหลัง เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ เหมือนจะเน้นย้ำลูกทีมมากขึ้น เอาง่ายๆเกมนี้อะไร อะไร ก็ดูไม่เข้าทาง ยูไนเต็ด เลยแม้แต่น้อยครับ

เปิดหัวมาครึ่งเวลาหลังยอดทีมจากกรุงลอนดอนได้ประตูจากลูกเตะมุมและมันเป็นความผิดพลาดของ ฟิล โจนส์ ที่ไม่สามารถประกบ แฮร์รี่ เคน เอาไว้  ลูกที่สองกลับกลายเป็นว่าคนที่ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีในครึ่งแรกอย่าง เอร์เรร่า โชว์ความผิดพลาดด้วยการไม่ขึ้นไปเช็คล้ำหน้าตามเพื่อนทำให้ คริสเตียน อิริคเซ่น หลุดเข้าไปถวายพานให้ ลูคัส มูร่า ซักเน้นๆตุงตาข่าย

ทีมงานSBOBET เชื่อว่าความผิดพลาดของทั้งสองคนแบบเห็นได้ชัดอย่างนั้น มูรินโญ่ ไม่มีทางเลือก เขาตัดสินใจถอดทั้ง เอร์เรร่า และ โจนส์ (น่าจะเจ็บ) ออกพร้อมกับไปเล่นระบบ 4-4-1-1 (หรือ 4-3-3) อีกครั้งหลังจากโดนนำ 2-0 มันกลายเป็นว่าเมื่อกลับไปเล่นระบบเดิม “ปีศาจแดง” ก็กลายเป็นปีศาจตัวเดิมที่เกมรุกตื้อๆตันๆไม่สามารถกดดันอะไรได้ซะอย่างนั้น สุดท้ายก็อะไรเดิมๆกับ มารูยาน เฟลไลนี่ ที่ได้ลงสนามมาและวางบอลโด่งข้ามกันไป

วิคเตอร์ ลินเดอเลิฟ ที่ลงสนามมาแทน โจนส์ นั้นก็ไม่ได้ดีเด่นอะไรเลยในความคิดของผม แถมมีจังหวะเหวอหลายต่อหลายครั้งจนทีมเกือบเสียประตูถึง 2 ครั้ง 2 ครากับการที่เขาคืนหลังสั้นไปและประกบตัว เคน พลาด

ท็อตแน่ม มาดี เล่นไม่ลนไม่ล่กเมื่อเจอกับสไตล์ที่แตกต่างออกไปจาก มูรินโญ่ และเขาก็ใช้ทั้งวินัยในเกม ความเข้าใจในแทคติกของ โปเช็ตติโน่ และสิ่งที่ขาดไม่ได้ในโลกฟุตบอลก็คือโชคเล็กๆน้อยๆในเกมนี้ ผลเสมอ 0-0 กลายเป็นผลที่ โปเช็ตติโน่ ต้องการและพอกลับมาในครึ่งเวลาหลังทุกอย่างมันพลิกกันไปหมด

ความเด็ดขาดของ เคน มีมากกว่า ลูกากู ในเกมนี้ การสร้างสรรค์เกมของ อิริคเซ่น โดดเด่นกว่า พอล ป็อกบา หรือจังหวะโฉบจบสกอร์ ลูคัส มูร่า ทำได้จี๊ดกว่า เจสซี่ ลินการ์ด หากในเกมก่อนๆเราโทษกันในเรื่องของแทคติกที่ มูรินโญ่ ใช้มาในเกมนี้ผมคิดว่าสิ่งที่ผิดพลาดนั้นไม่ใช่การวางหมากของกุนซือชาวโปรตุกีซ แต่มันคือตัวนักเตะเองที่ไม่สามารถทำได้ดีเพียงพอทั้งที่เล่นต่อหน้าแฟนๆ

พอมาถึงจุดนี้ก็น่าคิดนะครับว่า เออ ควรจะแก้ยังไงดีในเมื่อ มูรินโญ่ ก็ลองมาเล่นเกมรุกแล้ว และหลังจากจบเกมการแข่งขันเจ้าตัวก็ให้สัมภาษณ์ถึงความพยายามเล่นสไตล์เปิดเกมบุกนี้

“เราทำงานกันมาตลอดทั้งสัปดาห์และในแง่ของแทคติกผมคิดว่าเราไม่แพ้ แต่ในเกมเรากลับเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ เราทำงานได้ดีมาตลอดทั้งสัปดาห์ เราเตรียมตัวกันมาอย่างดี เราทำได้ดีในการฝึกซ้อม นักเตะของเรามีทัศนคติที่ดีเยี่ยม ก่อนหมดครึ่งเวลาแรกสกอร์มันควรเป็น 2-0 หรือ 2-1 ไม่ก็ 3-0 ด้วยซ้ำไป”

“หลังจากนั้นบางอย่างก็เปลี่ยนไปเล็กน้อยและ ท็อตแน่ม ก็นำ 2-0 ตอนนั้นทุกๆคนยังคงรู้สึกว่าประตูเดียวจะสามารถเปลี่ยนทิศทางของเกมได้ แต่สุดท้ายประตูที่สามของพวกเขาก็ฆ่าเราทันที” 

ทีนี้ ทีมงานSBOBET  มองไปถึงตำแหน่งต่างๆที่ มูรินโญ่ ให้สัมภาษณ์มาตลอดว่าเขาต้องการเสริมทีมแต่สุดท้ายก็ไม่ได้บ้างเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ แน่นอนว่าปัญหานัดนี้กับนัดก่อนมันชัดเจนแบบสุดจากความผิดพลาดของ โจนส์ และ เอริค ไบยี่ (เกมกับ ไบรท์ตัน) หรือแม้แต่ คริส สมอลลิ่ง แม้เก๋าประสบการณ์ก็จริงแต่ดูทรงพึ่งพาไม่ได้เลย ไหนจะ วิคเตอร์ ลินเดอเลิฟ ที่เล่นยังไงก็ไม่เข้ากับสไตล์พรีเมียร์ลีกแม้แต่นิดเดียว

ปีกขวา-ตัวรุก ตามข่าว มูรินโญ่ อยากได้ อีวาน เปริซิช ตั้งแต่ปีก่อน มาปีนี้ก็ไม่ได้อีกแล้วเป็นยังไงกับ อเล็กซิส ซานเชซ หรือ เจสซี่ ลินการ์ด จะไปโทษ โรเมลู ลูกากู คนเดียวได้อย่างนั้นเหรอ ? เออจริงๆก็โทษได้แหละ แต่คนอื่นที่มีมันก็ดีไม่เท่า และ อ็องโตนีย์ มาร์กซิยัล ผมอยากเห็นเขาได้รับโอกาสนะ แต่ดูเหมือนว่าใจของแข้งชาวเฟร้นซ์รายนี้ไม่ได้อยู่ในโรงละครแห่งความฝันอีกต่อไปแล้ว

มันกลับกลายเป็นว่าผมมีคำถามขึ้นมาในหัวมากมายเกี่ยวกับสถานการณ์ในตลาดซื้อขายครั้งนี้ของ “ปีศาจแดง” ว่าจริงๆแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ การได้ตัว เฟร็ด ที่สามารถพร้อมใช้งานได้แค่คนเดียวนั้นเพราะอะไร คงเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบในเร็วๆนี้หรอกครับ หากว่าเราจะได้รับคำตอบกันจริงๆก็คงต้องให้ มูรินโญ่ เดินออกจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซะก่อนซึ่งผมก็เชื่อว่าด้วยฝีปากของเจ้าตัวน่ะ พร้อมที่จะพูดออกมาอยู่แล้วหากว่า

เขาไม่มีตำแหน่งเป็นผู้จัดการทีม “ปีศาจแดง” อยู่

เรนเจอร์ยุค“เจอราร์ด”

 

“สตีวีจี” สตีเว่น เจอราร์ด ตำนานของ ลิเวอร์พูล ได้เริ่มงานกับสโมสรแรกอย่างเป็นทางการของเขาที่ กลาสโกว เรนเจอร์ส เป็นที่เรียบร้อยแล้วนะครับ ซึ่งผลงานที่ผ่านมา 4 นัด นั้นก็ถือว่ายอดเยี่ยมไม่น้อย เมื่อเอาชนะไปได้ 2 เกม และเสมออีก 2 เกม

ทีมงานSBOBET เชื่อว่าเวลานี้ เจอร์ราร์ด นั้น เป็นที่ชื่นชอบของเหล่าแฟนๆในถิ่นไอบร็อกซ์ สเตเดี้ยมอยู่ไม่น้อย แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีผู้จัดการทีมหลายคนที่ล้มเหลวเมื่อเข้ามาคุมทีมเรนเจอร์ และด้วยชื่อเสียงของ เจอราร์ด ที่จะช่วยดึงดูดเหล่าผู้เล่นชั้นดีให้อยากเข้ามาร่วมงานกับเขาที่เรนเจอร์ได้เป็นอย่างดี รวมถึงนักเตะเหล่านั้น ก็จะให้ความเชื่อใจและนับถือเขา ซึ่งจะช่วยให้งานที่เรนเจอร์ของเจอร์ราร์ดมีโอกาศประสบความสำเร็จสูง หลังจากประสบความสำเร็จมาแล้วสมัยเป็นนักเตะของลิเวอร์พูล

ขณะที่ คู่แข่งตลาดกาลอย่าง กลาสโกว์ เซลติก ยักษ์ใหญ่แห่งศึกสก็อตติช พรีเมียร์ลีก เพิ่งกระเด็นตกรอบถ้วย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก อย่างรวดเร็วเพียงรอบคัดเลือก รอบที่ 3 เมื่อบุกพ่ายต่อ เออีเค เอเธนส์ ไป 2-1 (ประตูรวม 3-2) โดย เซลติก หล่นไปเล่นรอบคัดเลือก ยูโรป้าลีกแทน ซึ่งหากเซลติกยังคงไม่มีนักเตะใหม่ๆเกรดเอเข้ามาเสริมทัพ พวกเขาก็คงยากที่จะประสบความสำเร็จ แม้กระทั่งกับถ้วยเล็กแห่งยุโรพ อย่างยูโรป้าลีกก็ตามที

อย่างไรก็ตามด้วยนักเตะหลักของเซลติกส่วนใหญ่อายุยังน้อย และนักเตะหนุ่มเหล่านี้ก็ยังคงกระหายในความสำเร็จ บวกกับการคุมทีมมาอย่างต่อเนื่องของร๊อดเจอร์ การป้องกันแชมป์ในประเทศคงไม่ใช่เรื่องยากเย็นมากมายอะไร ยิ่งเมื่อเทียบกับที่เจอรราร์ดเพิ่งเข้ามาคุมเรนเจอร์เป็นซีซั่นแรก ความคาดหวังถึงการโค่นบัลลังค์เซลติกนั้นคงเป็นเรื่องที่ลำบากพอตัวเลยทีเดียว

ผู้เล่นขวัญใจแฟนๆเซลติกอย่าง สก็อตต์ บราวน์ นั้น มีการพัฒนาขึ้นเป็นอย่างมากภายใต้การคุมทีมของร็อดเจอร์ ซึ่งพยายามจะปั้นเขาให้มีบทบาทกับทีมเหมือนสมัยปั้นเจอร์รารด์ตอนอยุ่ที่แอนฟิลด์ นอกจากนี้ประสบการ์ณของผู้รักษาประตูมือหนึ่งอย่าง เคร็ก กอร์ดอน และกองหลังอย่าง มิคาเอล ลัสติก จะเป็นเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการตามล่าความสำเร็จของทีม รวมถึงแบ็คซ้ายดาวรุ่งอย่าง เคียแรน เทียร์นีย์ ที่แม้ว่าจะอายุเพียง 21 ปี แต่เขาเคยสวมปอกแขนกัปตันทีมมาแล้ว ทั้งในนามสโมสร และทีมชาติสก็อตแลนด์ บ่งบอกถึงหัวจิตหัวใจที่แข็งแกร่งเกินอายุของนักเตะสก็อตรายนี้ได้เป็นอย่างดี

ในแผงมิดฟิลด์นั้นทั้ง โอลิเวียร์ เอ็นท์แชม,เจมส์ ฟอร์เรสท์  คัลลั่ม แมคเกรเกอร์ ก็เล่นดีขึ้นมากเมื่ออยู่ภายใต้การทำทีมของร็อดเจอร์ สำหรับศูนย์หน้า เซลติกก็มีศูนย์หน้าที่ดีที่สุดในลีกตอนนี้ อย่าง มูสซ่า เดมเบลเล่ คอยผลิตสกอร์ให้กับทีม

ที่น่าเป็นห่วง ทีมงานSBOBET  มองว่ากลับเป็นฝั่งของเรนเจอร์มากกว่า เพราะแม้ว่าพวกเขาจะมีการเสริมทีมอย่างมากมาย และมีการเปลี่ยนแปลงหลายตำแหน่งจากซีซั่นที่ผ่านมา ทำให้เป็นการยากที่จะคาดเดาถึงผู้เล่นหลักของพวกเขา  แบ็กขวากัปตันทีมอย่าง เจมส์ ทาเวอร์เนียร์ น่าจะได้รับความไว้วางใจจากเจอร์ราร์ดต่อไป ส่วนผู้รักษาประตูประสพการ์ณสูงอย่าง อลัน แม็คเกรเกอร์ และมิดฟิลด์ อย่าง ไรอัน แจ็ค ก็พร้อมเป็นตัวหลักของทีม ในขณะที่ศูนย์หน้าอย่าง อัลเฟรโด้ โมเรลอส แม้ว่าเขาจะโชว์ฟอร์มได้ไม่ดีนักในเกมส์ที่พบกับเซลติก แต่ฟอร์มช่วงพรีซีซั่นก็ดูดีขึ้นมาก และดูว่าเขาน่าจะพร้อมแล้วสำหรับซีซั่นใหม่นี้

เซลติกมีความพร้อมกว่าเรนเจอร์ในซีซั่นนี้อยู่พอสมควร พวกเขาคว้าแชมป์ติดต่อกันมาถึง 7 ฤดูกาลเข้าไปแล้ว ยิ่งในยุคของ เบรนเเดน ร็อดเจอร์ส พวกเขายิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป้าหมายจริงๆของพวกเขาในฤดูกาลนี้ น่าจะเป็นการทำผลงานให้ดีขึ้นในฟุตบอลยุโรปมากกว่า โดยหากพวกเขาสามารถดึงผู้เล่นชั้นดีมาเสริมทัพเพื่อเป้าหมายที่ดีขึ้นในเกมส์ยุโรพได้สำเร็จ คู่แข่งในลีก สก็อตติช พรีเมียร์ ชิพปี้นี้ คงต้องพบความลำบากเป็นอย่างมากหากคิดจะแย่งแชมป์ไปจากพวกเขา

ในขณะที่ เรนเจอร์ส อาจดูมีความหวังมากขึ้นจากการมาของเจอร์ราร์ด แต่พวกเขาก็ต้องยอมรับความจริงที่ว่าหากอยากจะเทียบชั้นกับเซลติก พวกเขาต้องก้าวข้ามทีมอย่างอเบอร์ดีนให้ได้เสียก่อน และนั้นน่าจะเป็นผลงานที่ดีที่สุดแล้ว สำหรับฤดูกาลแรกของเจอร์ราร์ดกับเรนเจอร์ส เพราะหากมองไปที่การเสริมทีม ทุกวันนี้ทีมอย่างเซลติกเองพุ่งเป้าไปที่นักเตะดาวรุ่งของฝรั่งเศษ อย่าง อ็อดซอนเน่ เอดูอาร์ด ในขณะที่เรนเจอร์กลับมีเป้าหมายหลักเป็นแค่นักเตะอายุ 30 ปีชาวไอร์แลนด์เหนืออย่าง ไคล์ ลาฟเฟอร์ตี้ เพื่อมาช่วยงาน อัลเฟรโด้ โมเรลอส ในการทำประตูของพวกเขาเท่านั้น

นี่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนสำหรับความห่างชั้นของเซลติกและเรนเจอร์สในปัจจุบัน ซึ่งความหวังจะกลับมาโค่นบัลลังค์เซลติกของเรนเจอร์สคงเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นในเร็วๆนี้ หากแต่ต้องใช้เวลาในการปรับจูนกันแยอะพอสมควร และหากพวกเขามีความอดทนและให้เวลาในการทำงานกับเจอร์ราร์ด มากพอ โอกาศที่ยักษ์หลับแห่งสก็อตติช พรีเมียร์ลีก  จะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้